บทความ › ผักและโภชนาการ

ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบ Kratky ไม่ใช้ปั๊ม ไม่ใช้ไฟ ภาชนะ ค่า EC และอากาศร้อน

วิธี Kratky จาก University of Hawaii เติมน้ำปุ๋ยครั้งเดียวจนเก็บผักกาดหอม ภาชนะ ค่า EC และ ppm ช่องอากาศให้ราก กันยุง และรับมืออากาศร้อนแบบไทย

กลาง อ่าน 7 นาที 22 ตุลาคม 2569 ปลูกผักกินเองที่บ้าน ตั้งแต่แดดถึงจาน · บทที่ 18/20

อ่านจบแล้วจะรู้
  • Kratky เติมน้ำปุ๋ยครั้งเดียวก่อนปลูก ระดับน้ำลดลงเองตามที่ต้นดื่ม รากด้านบนได้อากาศจากช่องว่างที่เกิดขึ้น ไม่ต้องใช้ปั๊มหรือไฟฟ้า
  • ห้ามเติมน้ำจนระดับสูงขึ้นหลังรากงอกออกจากกระถางตาข่ายแล้ว รากที่อยู่ในช่องอากาศจะจมและต้นเสียหาย
  • งานต้นฉบับใช้น้ำปุ๋ย EC ราว 1.5 mS/cm กับผักกาดหอม ผักกาดหอมหนัก 200 กรัมใช้น้ำปุ๋ยราว 3-4 ลิตร
  • อากาศร้อนแบบไทยทำให้น้ำมีออกซิเจนน้อย รากเน่าง่าย และผักกาดหอมแทงช่อดอกจนขม ปลูกช่วงหน้าหนาวและวางภาชนะให้พ้นแดด

Kratky คือวิธีปลูกผักในน้ำแบบไม่หมุนเวียน เติมน้ำผสมปุ๋ยลงภาชนะครั้งเดียวตอนปลูก แล้วปล่อยให้ผักโตจนเก็บได้โดยไม่ต้องใช้ปั๊ม ไม่ต้องใช้ไฟ และไม่ต้องรดน้ำ คิดค้นโดย B.A. Kratky นักพืชสวนของ University of Hawaii ใช้ได้ดีกับผักกาดหอมใบและผักอายุสั้น เป็นทางเลือกของบ้านที่ไม่มีดิน มีแค่ระเบียงหรือชายคา

บทนี้อยู่ในเส้นทาง “ปลูกผักกินเองที่บ้าน” สำหรับคนที่ปลูกผักในดินมาบ้างแล้ว และอยากลองปลูกแบบไม่ใช้ดินสักมุม

หลักการ ทำไมไม่ต้องใช้ปั๊ม

ไฮโดรโปนิกส์ทั่วไปต้องปั๊มน้ำวนหรือเป่าอากาศลงน้ำ เพราะรากที่แช่น้ำตลอดจะขาดออกซิเจน Kratky แก้ด้วยการให้ระดับน้ำลดลงเอง

  1. วางกระถางตาข่ายที่มีวัสดุปลูก ให้ก้นกระถางแช่น้ำปุ๋ยราว 2-3 ซม. น้ำซึมขึ้นไปเลี้ยงต้นกล้าเองแบบ capillary
  2. ต้นโตขึ้น ดื่มน้ำมากขึ้น ระดับน้ำลดลงจนพ้นก้นกระถาง แต่ตอนนั้นรากงอกยาวลงไปถึงน้ำแล้ว
  3. ช่องว่างระหว่างฝากับผิวน้ำกลายเป็นช่องอากาศชื้น รากส่วนบนในช่องนี้แตกแขนงหนาขึ้นเพื่อรับออกซิเจน รากส่วนล่างดูดน้ำและปุ๋ย

กฎข้อเดียวที่ห้ามพลาด คือระดับน้ำลดได้หรือคงที่ได้ แต่ห้ามสูงขึ้น งานของ Kratky เตือนว่าถ้าน้ำฝนหรือการเติมน้ำทำให้ระดับสูงขึ้นเกินราว 2 ซม. หลังจากรากงอกออกมาแล้ว ต้นอาจเสียหาย เพราะรากที่ใช้หายใจจมน้ำ

น้ำในภาชนะ Kratky ลดได้ คงที่ได้ แต่ห้ามเพิ่ม

วันปลูกก้นกระถางแช่น้ำ 3 ซม.สัปดาห์ต่อมารากงอกลงถึงสารละลายน้ำลดระดับน้ำลงพ้นก้นกระถางช่องอากาศกว้างขึ้นรากบนหายใจได้ ห้ามเติมน้ำจนท่วม6-7 สัปดาห์เก็บผักสลัด
ขวด 4 ลิตร เติมครั้งเดียว น้ำลด 15-25 ซม. จนถึงวันเก็บ

ภาชนะ เลือกแบบไหน

แบบความจุปลูกได้หมายเหตุ
ขวดพลาสติก4 ลิตรผักกาดหอม 1 ต้นแบบเล็กสุดในงานต้นฉบับ
ถังมีฝา20 ลิตรผักกาดหอม 3-4 ต้นฝาเจาะรูใส่กระถาง
กล่องเก็บของหรือกระติกแล้วแต่ขนาด6-8 ต้นฝาต้องรับน้ำหนักกระถางได้
บ่อตื้นปูพลาสติกลึกราว 14 ซม.ระยะ 20 x 30 ซม.แบบเชิงพาณิชย์ในฮาวาย

ที่ภาชนะทุกแบบต้องมีเหมือนกัน คือ ทึบแสงหรือทาสีทึบ ไม่ให้แสงเข้าน้ำ เพราะแสงทำให้ตะไคร่ขึ้น และฝาต้องปิดสนิท รอบกระถางไม่มีช่อง

Kratky แนะนำภาชนะที่มีน้ำปุ๋ยราว 4-8 ลิตรต่อต้น และบอกว่าผู้ปลูกมักตั้งเป้าผักกาดหอมต้นละ 150-250 กรัม ใช้น้ำปุ๋ยราว 3-6 ลิตรต่อต้น

ตัวอย่าง ขวด 4 ลิตร หนึ่งต้น

ตามงานของ Kratky ปี 2009

  1. เติมน้ำลงขวดพลาสติก 4 ลิตร ให้ห่างปากขวดราว 4 ซม.
  2. ใส่ปุ๋ยไฮโดรโปนิกส์สูตรครบแบบเกล็ด 5 กรัม งานต้นฉบับใช้ปุ๋ยสูตรหนึ่งโดยเฉพาะ ปุ๋ยที่หาได้ในไทยสูตรต่างกัน ให้ผสมตามฉลาก แล้ววัด EC ให้ได้ราว 1.5 mS/cm
  3. หุ้มขวดด้วยถุงดำหรือกระดาษทึบ
  4. เพาะเมล็ดผักกาดหอมในกระถางตาข่ายยาวราว 7.5 ซม. เสียบที่คอขวด ให้ก้นกระถาง 3 ซม. แช่น้ำ
  5. ผักกาดหอมใบโตพอเก็บได้ราว 6-7 สัปดาห์หลังเพาะ ระดับน้ำจะลดลง 15-25 ซม.
  6. เช็กตัวเลข ในฮาวาย ผักกาดหอม 200 กรัมใช้น้ำปุ๋ยราว 3-4 ลิตร ขวด 4 ลิตรจึงพอดีกับผักหนึ่งต้น ถ้าน้ำหมดก่อนผักโตเต็มที่ แปลว่าขวดเล็กไปหรืออากาศร้อนจนต้นคายน้ำมาก ครั้งหน้าใช้ภาชนะใหญ่ขึ้น

ถ้าเพาะกล้าในถาดก่อน งานแบบบ่อใช้กล้าอายุ 1-2 สัปดาห์ แล้วเก็บได้ราว 5 สัปดาห์หลังย้ายปลูก ขึ้นกับฤดูและพันธุ์

ค่า EC และ ppm อ่านยังไง

EC (electrical conductivity) วัดว่าน้ำมีเกลือแร่ละลายอยู่มากแค่ไหน ใช้แทนความเข้มของปุ๋ย งานของ Kratky ใช้ EC ราว 1.5 mS/cm กับผักกาดหอม ในบ่อเชิงพาณิชย์ใช้ช่วง 1.5-2.5 mS/cm ส่วน Cornell ใช้ราว 1.5 และคุม pH ไว้ที่ 5.5-6.0 Kratky รายงานว่าถ้าน้ำตั้งต้นคุณภาพดี มักปลูกจนจบรอบได้โดยไม่ต้องปรับ pH

เครื่องวัดหลายรุ่นแสดงเป็น ppm หรือ TDS ซึ่งคำนวณจาก EC คูณตัวคูณ ผู้ผลิตเครื่องวัดรายหนึ่งระบุว่าสารละลายเกลือแร่แรงใช้ 0.5 ส่วนสารละลายปุ๋ยใช้ 0.7

EC (mS/cm)ตัวคูณ 0.5ตัวคูณ 0.7
1.5750 ppm1,050 ppm
2.01,000 ppm1,400 ppm
2.51,250 ppm1,750 ppm

เพราะ ppm เดียวกันหมายถึงคนละความเข้มได้ ตอนอ่านสูตรจากที่อื่นให้ถามก่อนว่าเป็นตัวคูณไหน

น้ำตั้งต้นสำคัญกว่าที่คิด

ระบบนี้ไม่เปลี่ยนน้ำ เกลือในน้ำตั้งต้นจึงเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ตามที่น้ำหายไป Kratky ยกตัวอย่างว่า น้ำที่มี EC 0.5 mS/cm จากเกลือปนเปื้อน เมื่อเหลือ 25% ของเดิมจะขึ้นไปถึง 2.0 mS/cm ทำให้ใบไหม้ที่ปลาย (tipburn) และปัญหาอื่น วัด EC ของน้ำเปล่าก่อนผสมปุ๋ย ถ้าน้ำตั้งต้นสูง งานต้นฉบับแนะนำให้ใช้น้ำฝน หรือใช้ภาชนะลึกขึ้น แล้วเทน้ำทิ้งทุกรอบปลูก

ยุง เรื่องที่บ้านไทยต้องคิดก่อน

น้ำนิ่งในภาชนะเป็นที่วางไข่ของยุงได้ Kratky ระบุไว้ชัดว่ายุงเพาะพันธุ์ในน้ำปุ๋ยที่ไม่หมุนเวียนได้ และเป็นทั้งความเสี่ยงต่อสุขภาพและความรำคาญ

  • ปิดทุกช่อง กระถางต้องพอดีกับรูบนฝา ฝาปิดสนิท งานต้นฉบับเน้นว่ากระถางที่แน่นพอดีช่วยกันยุงเข้า
  • ปิดช่องรอบต้นกล้า ตอนกล้ายังเล็ก ช่องรอบโคนอาจเปิดอยู่ ตรวจทุกครั้งที่ผ่าน
  • ส่องดูลูกน้ำ ถ้าเห็นลูกน้ำ ให้หาจุดรั่วแล้วปิด
  • ในงานวิจัยมีการใช้ปลาที่ทนเกลือ หรือสาร Bti ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ฆ่าลูกน้ำ แต่สำหรับบ้าน ปิดช่องให้มิดทำได้ง่ายและได้ผลที่สุด

อากาศร้อนแบบไทย จุดอ่อนของวิธีนี้

ผักกาดหอมเป็นผักอากาศเย็น รายงานของ University of Florida อ้างว่าผักกาดหอมโตดีที่ช่วงอุณหภูมิกลางวันราว 16-21°C (60-70°F) และพบว่าหน้าร้อนในฟลอริดา น้ำปุ๋ยมักร้อนเกิน 32°C (90°F) ทำให้ออกซิเจนในน้ำน้อยลง เสี่ยงรากเน่าจากเชื้อ Pythium ใบไหม้ปลาย (tipburn) เกิดง่ายขึ้น และผักกาดหอมที่ร้อนมากมักแทงช่อดอก (bolting) แล้วขม ในงานนั้นต้องใช้เครื่องทำน้ำเย็นคุมน้ำไว้ที่ราว 22°C (72°F) และพรางแสง

Cornell ระบุว่าน้ำปุ๋ยในระบบแช่รากควรมีออกซิเจนละลายราว 7-8 ppm และพบผักตายเมื่อต่ำกว่า 3 ppm Kratky ไม่ได้เป่าอากาศ แต่ใช้ช่องอากาศแทน ช่องอากาศจึงต้องมีจริง

สำหรับบ้านไทย ที่ทำได้โดยไม่ใช้เครื่องมือเพิ่ม

  • เริ่มรอบแรกช่วงหน้าหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศใกล้กับที่ผักกาดหอมชอบที่สุดของปี
  • วางภาชนะใต้ชายคาหรือในร่มรำไร ให้ใบได้แสง แต่ตัวภาชนะไม่โดนแดดตรงจนน้ำร้อน
  • เลือกผักกาดหอมพันธุ์ที่ระบุว่าทนร้อนหรือแทงช่อช้า
  • ถ้ารากเป็นสีน้ำตาลเละ มีกลิ่นเหม็น ต้นเหี่ยวทั้งที่มีน้ำ ให้เททิ้ง ล้างภาชนะ แล้วเริ่มใหม่

ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย

  • เติมน้ำทุกวันเหมือนรดน้ำต้นไม้ ระดับน้ำสูงขึ้น รากที่ใช้หายใจจม ต้นเหี่ยวทั้งที่น้ำเต็ม
  • ใช้ภาชนะใสหรือสีอ่อน แสงเข้าน้ำ ตะไคร่ขึ้นแย่งปุ๋ยและออกซิเจน
  • ปล่อยช่องรอบกระถางเปิด กลายเป็นบ่อเลี้ยงยุง
  • ผสมปุ๋ยตามความรู้สึก ไม่วัด EC แล้วไปเทียบ ppm กับสูตรที่ใช้ตัวคูณต่างกัน
  • ยกฝาเปิดดูรากบ่อย ๆ Kratky เตือนว่าหลังรากงอกแล้วการยกฝาทำให้รากเสียหายได้
  • ปลูกผักต้นใหญ่ในภาชนะเล็ก ขวด 4 ลิตรพอสำหรับผักกาดหอมต้นเดียว ไม่พอสำหรับผักผล

แหล่งข้อมูล

คำถามที่พบบ่อย

น้ำในขวดลดลงจนไม่ถึงกระถาง ต้องเติมไหม

ไม่ต้อง เป็นเรื่องปกติของวิธีนี้ งานของ Kratky พบว่าระดับน้ำในขวด 4 ลิตรลดลง 15-25 ซม. จนถึงวันเก็บ รากที่ยาวลงไปดูดน้ำได้เอง ส่วนรากด้านบนใช้หายใจ ถ้าเติมจนน้ำสูงขึ้น รากด้านบนจะจมขาดอากาศ

เครื่องวัดของผมขึ้นเป็น ppm จะเทียบกับ EC ยังไง

ดูในคู่มือเครื่องว่าใช้ตัวคูณเท่าไหร่ ผู้ผลิตเครื่องวัดรายหนึ่งระบุว่าเครื่องพื้นฐานมักใช้ 0.5 และสารละลายปุ๋ยเหมาะกับ 0.7 ค่า EC 1.5 mS/cm จึงอ่านได้ทั้ง 750 ppm หรือ 1,050 ppm แล้วแต่เครื่อง ใช้ค่า EC เป็นหลักจะสับสนน้อยกว่า

ปลูกผักอะไรด้วยวิธีนี้ได้บ้าง

เหมาะกับผักอายุสั้นที่ใช้น้ำน้อย อย่างผักกาดหอมใบ ผักใบอื่นและสมุนไพรบางชนิด แตงกวาและมะเขือเทศปลูกได้ในงานวิจัย แต่ต้องใช้ถังใหญ่มาก งานต้นฉบับเรียกการปลูกมะเขือเทศแบบเติมครั้งเดียวว่าเป็นเรื่องน่าสนใจทางวิชาการมากกว่าใช้จริง

ข้อมูลเป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผู้ตั้งครรภ์ ผู้ใช้ยาประจำ หรือมีโรคตับหรือไต ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนกินสมุนไพรมากกว่าปริมาณในอาหารปกติ

อ่านต่อ

#ผักขั้นสูง

ไนเตรตในผักใบ ทำไม ไฮโดรโปนิกส์ มักสูง และน้ำเปล่าก่อนเก็บช่วยได้แค่ไหน

งานวิจัยที่ปัตตานีเปลี่ยนสารละลายเป็นน้ำประปา 48-72 ชั่วโมงก่อนเก็บผักสลัด ไนเตรตลดราว 61-63% แลกกับวิตามินซีที่ลดลงบ้าง พร้อมเรื่องแสง เวลาเก็บ และปุ๋ย

อ่าน 7 นาที
#ผักเริ่มต้น

ผักไชยา ปลูกง่าย ทนร้อน แต่ห้ามกินดิบ ต้ม 15-20 นาที เปิดฝา และเทน้ำทิ้ง

ผักไชยา (chaya) ใบดิบปล่อยไซยาไนด์ ต้ม 15 นาทีลดลง 99.94% แต่วิตามินบางตัวหายด้วย วิธีปลูกจากกิ่งปักชำ เก็บใบ และต้มให้ปลอดภัย

อ่าน 6 นาที
#ผักเริ่มต้น

ปลูก ยอดมันเทศ เป็นผักใบหน้าร้อน ปักชำยังไง เก็บได้เมื่อไหร่ และตัดให้แตกยอดใหม่

มันเทศทนร้อนทนฝนกว่าผักใบหลายชนิด ปลูกจากเถา เก็บยอดได้ราว 45-90 วันหลังปลูก ตัดซ้ำทุก 2 สัปดาห์ และรู้ไว้ว่าเก็บยอดมากหัวจะเล็กลง

อ่าน 5 นาที