ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์แบบ Kratky ไม่ใช้ปั๊ม ไม่ใช้ไฟ ภาชนะ ค่า EC และอากาศร้อน
วิธี Kratky จาก University of Hawaii เติมน้ำปุ๋ยครั้งเดียวจนเก็บผักกาดหอม ภาชนะ ค่า EC และ ppm ช่องอากาศให้ราก กันยุง และรับมืออากาศร้อนแบบไทย
- Kratky เติมน้ำปุ๋ยครั้งเดียวก่อนปลูก ระดับน้ำลดลงเองตามที่ต้นดื่ม รากด้านบนได้อากาศจากช่องว่างที่เกิดขึ้น ไม่ต้องใช้ปั๊มหรือไฟฟ้า
- ห้ามเติมน้ำจนระดับสูงขึ้นหลังรากงอกออกจากกระถางตาข่ายแล้ว รากที่อยู่ในช่องอากาศจะจมและต้นเสียหาย
- งานต้นฉบับใช้น้ำปุ๋ย EC ราว 1.5 mS/cm กับผักกาดหอม ผักกาดหอมหนัก 200 กรัมใช้น้ำปุ๋ยราว 3-4 ลิตร
- อากาศร้อนแบบไทยทำให้น้ำมีออกซิเจนน้อย รากเน่าง่าย และผักกาดหอมแทงช่อดอกจนขม ปลูกช่วงหน้าหนาวและวางภาชนะให้พ้นแดด
Kratky คือวิธีปลูกผักในน้ำแบบไม่หมุนเวียน เติมน้ำผสมปุ๋ยลงภาชนะครั้งเดียวตอนปลูก แล้วปล่อยให้ผักโตจนเก็บได้โดยไม่ต้องใช้ปั๊ม ไม่ต้องใช้ไฟ และไม่ต้องรดน้ำ คิดค้นโดย B.A. Kratky นักพืชสวนของ University of Hawaii ใช้ได้ดีกับผักกาดหอมใบและผักอายุสั้น เป็นทางเลือกของบ้านที่ไม่มีดิน มีแค่ระเบียงหรือชายคา
บทนี้อยู่ในเส้นทาง “ปลูกผักกินเองที่บ้าน” สำหรับคนที่ปลูกผักในดินมาบ้างแล้ว และอยากลองปลูกแบบไม่ใช้ดินสักมุม
หลักการ ทำไมไม่ต้องใช้ปั๊ม
ไฮโดรโปนิกส์ทั่วไปต้องปั๊มน้ำวนหรือเป่าอากาศลงน้ำ เพราะรากที่แช่น้ำตลอดจะขาดออกซิเจน Kratky แก้ด้วยการให้ระดับน้ำลดลงเอง
- วางกระถางตาข่ายที่มีวัสดุปลูก ให้ก้นกระถางแช่น้ำปุ๋ยราว 2-3 ซม. น้ำซึมขึ้นไปเลี้ยงต้นกล้าเองแบบ capillary
- ต้นโตขึ้น ดื่มน้ำมากขึ้น ระดับน้ำลดลงจนพ้นก้นกระถาง แต่ตอนนั้นรากงอกยาวลงไปถึงน้ำแล้ว
- ช่องว่างระหว่างฝากับผิวน้ำกลายเป็นช่องอากาศชื้น รากส่วนบนในช่องนี้แตกแขนงหนาขึ้นเพื่อรับออกซิเจน รากส่วนล่างดูดน้ำและปุ๋ย
กฎข้อเดียวที่ห้ามพลาด คือระดับน้ำลดได้หรือคงที่ได้ แต่ห้ามสูงขึ้น งานของ Kratky เตือนว่าถ้าน้ำฝนหรือการเติมน้ำทำให้ระดับสูงขึ้นเกินราว 2 ซม. หลังจากรากงอกออกมาแล้ว ต้นอาจเสียหาย เพราะรากที่ใช้หายใจจมน้ำ
น้ำในภาชนะ Kratky ลดได้ คงที่ได้ แต่ห้ามเพิ่ม
ภาชนะ เลือกแบบไหน
| แบบ | ความจุ | ปลูกได้ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| ขวดพลาสติก | 4 ลิตร | ผักกาดหอม 1 ต้น | แบบเล็กสุดในงานต้นฉบับ |
| ถังมีฝา | 20 ลิตร | ผักกาดหอม 3-4 ต้น | ฝาเจาะรูใส่กระถาง |
| กล่องเก็บของหรือกระติก | แล้วแต่ขนาด | 6-8 ต้น | ฝาต้องรับน้ำหนักกระถางได้ |
| บ่อตื้นปูพลาสติก | ลึกราว 14 ซม. | ระยะ 20 x 30 ซม. | แบบเชิงพาณิชย์ในฮาวาย |
ที่ภาชนะทุกแบบต้องมีเหมือนกัน คือ ทึบแสงหรือทาสีทึบ ไม่ให้แสงเข้าน้ำ เพราะแสงทำให้ตะไคร่ขึ้น และฝาต้องปิดสนิท รอบกระถางไม่มีช่อง
Kratky แนะนำภาชนะที่มีน้ำปุ๋ยราว 4-8 ลิตรต่อต้น และบอกว่าผู้ปลูกมักตั้งเป้าผักกาดหอมต้นละ 150-250 กรัม ใช้น้ำปุ๋ยราว 3-6 ลิตรต่อต้น
ตัวอย่าง ขวด 4 ลิตร หนึ่งต้น
ตามงานของ Kratky ปี 2009
- เติมน้ำลงขวดพลาสติก 4 ลิตร ให้ห่างปากขวดราว 4 ซม.
- ใส่ปุ๋ยไฮโดรโปนิกส์สูตรครบแบบเกล็ด 5 กรัม งานต้นฉบับใช้ปุ๋ยสูตรหนึ่งโดยเฉพาะ ปุ๋ยที่หาได้ในไทยสูตรต่างกัน ให้ผสมตามฉลาก แล้ววัด EC ให้ได้ราว 1.5 mS/cm
- หุ้มขวดด้วยถุงดำหรือกระดาษทึบ
- เพาะเมล็ดผักกาดหอมในกระถางตาข่ายยาวราว 7.5 ซม. เสียบที่คอขวด ให้ก้นกระถาง 3 ซม. แช่น้ำ
- ผักกาดหอมใบโตพอเก็บได้ราว 6-7 สัปดาห์หลังเพาะ ระดับน้ำจะลดลง 15-25 ซม.
- เช็กตัวเลข ในฮาวาย ผักกาดหอม 200 กรัมใช้น้ำปุ๋ยราว 3-4 ลิตร ขวด 4 ลิตรจึงพอดีกับผักหนึ่งต้น ถ้าน้ำหมดก่อนผักโตเต็มที่ แปลว่าขวดเล็กไปหรืออากาศร้อนจนต้นคายน้ำมาก ครั้งหน้าใช้ภาชนะใหญ่ขึ้น
ถ้าเพาะกล้าในถาดก่อน งานแบบบ่อใช้กล้าอายุ 1-2 สัปดาห์ แล้วเก็บได้ราว 5 สัปดาห์หลังย้ายปลูก ขึ้นกับฤดูและพันธุ์
ค่า EC และ ppm อ่านยังไง
EC (electrical conductivity) วัดว่าน้ำมีเกลือแร่ละลายอยู่มากแค่ไหน ใช้แทนความเข้มของปุ๋ย งานของ Kratky ใช้ EC ราว 1.5 mS/cm กับผักกาดหอม ในบ่อเชิงพาณิชย์ใช้ช่วง 1.5-2.5 mS/cm ส่วน Cornell ใช้ราว 1.5 และคุม pH ไว้ที่ 5.5-6.0 Kratky รายงานว่าถ้าน้ำตั้งต้นคุณภาพดี มักปลูกจนจบรอบได้โดยไม่ต้องปรับ pH
เครื่องวัดหลายรุ่นแสดงเป็น ppm หรือ TDS ซึ่งคำนวณจาก EC คูณตัวคูณ ผู้ผลิตเครื่องวัดรายหนึ่งระบุว่าสารละลายเกลือแร่แรงใช้ 0.5 ส่วนสารละลายปุ๋ยใช้ 0.7
| EC (mS/cm) | ตัวคูณ 0.5 | ตัวคูณ 0.7 |
|---|---|---|
| 1.5 | 750 ppm | 1,050 ppm |
| 2.0 | 1,000 ppm | 1,400 ppm |
| 2.5 | 1,250 ppm | 1,750 ppm |
เพราะ ppm เดียวกันหมายถึงคนละความเข้มได้ ตอนอ่านสูตรจากที่อื่นให้ถามก่อนว่าเป็นตัวคูณไหน
น้ำตั้งต้นสำคัญกว่าที่คิด
ระบบนี้ไม่เปลี่ยนน้ำ เกลือในน้ำตั้งต้นจึงเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ตามที่น้ำหายไป Kratky ยกตัวอย่างว่า น้ำที่มี EC 0.5 mS/cm จากเกลือปนเปื้อน เมื่อเหลือ 25% ของเดิมจะขึ้นไปถึง 2.0 mS/cm ทำให้ใบไหม้ที่ปลาย (tipburn) และปัญหาอื่น วัด EC ของน้ำเปล่าก่อนผสมปุ๋ย ถ้าน้ำตั้งต้นสูง งานต้นฉบับแนะนำให้ใช้น้ำฝน หรือใช้ภาชนะลึกขึ้น แล้วเทน้ำทิ้งทุกรอบปลูก
ยุง เรื่องที่บ้านไทยต้องคิดก่อน
น้ำนิ่งในภาชนะเป็นที่วางไข่ของยุงได้ Kratky ระบุไว้ชัดว่ายุงเพาะพันธุ์ในน้ำปุ๋ยที่ไม่หมุนเวียนได้ และเป็นทั้งความเสี่ยงต่อสุขภาพและความรำคาญ
- ปิดทุกช่อง กระถางต้องพอดีกับรูบนฝา ฝาปิดสนิท งานต้นฉบับเน้นว่ากระถางที่แน่นพอดีช่วยกันยุงเข้า
- ปิดช่องรอบต้นกล้า ตอนกล้ายังเล็ก ช่องรอบโคนอาจเปิดอยู่ ตรวจทุกครั้งที่ผ่าน
- ส่องดูลูกน้ำ ถ้าเห็นลูกน้ำ ให้หาจุดรั่วแล้วปิด
- ในงานวิจัยมีการใช้ปลาที่ทนเกลือ หรือสาร Bti ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ฆ่าลูกน้ำ แต่สำหรับบ้าน ปิดช่องให้มิดทำได้ง่ายและได้ผลที่สุด
อากาศร้อนแบบไทย จุดอ่อนของวิธีนี้
ผักกาดหอมเป็นผักอากาศเย็น รายงานของ University of Florida อ้างว่าผักกาดหอมโตดีที่ช่วงอุณหภูมิกลางวันราว 16-21°C (60-70°F) และพบว่าหน้าร้อนในฟลอริดา น้ำปุ๋ยมักร้อนเกิน 32°C (90°F) ทำให้ออกซิเจนในน้ำน้อยลง เสี่ยงรากเน่าจากเชื้อ Pythium ใบไหม้ปลาย (tipburn) เกิดง่ายขึ้น และผักกาดหอมที่ร้อนมากมักแทงช่อดอก (bolting) แล้วขม ในงานนั้นต้องใช้เครื่องทำน้ำเย็นคุมน้ำไว้ที่ราว 22°C (72°F) และพรางแสง
Cornell ระบุว่าน้ำปุ๋ยในระบบแช่รากควรมีออกซิเจนละลายราว 7-8 ppm และพบผักตายเมื่อต่ำกว่า 3 ppm Kratky ไม่ได้เป่าอากาศ แต่ใช้ช่องอากาศแทน ช่องอากาศจึงต้องมีจริง
สำหรับบ้านไทย ที่ทำได้โดยไม่ใช้เครื่องมือเพิ่ม
- เริ่มรอบแรกช่วงหน้าหนาว ซึ่งเป็นช่วงที่อากาศใกล้กับที่ผักกาดหอมชอบที่สุดของปี
- วางภาชนะใต้ชายคาหรือในร่มรำไร ให้ใบได้แสง แต่ตัวภาชนะไม่โดนแดดตรงจนน้ำร้อน
- เลือกผักกาดหอมพันธุ์ที่ระบุว่าทนร้อนหรือแทงช่อช้า
- ถ้ารากเป็นสีน้ำตาลเละ มีกลิ่นเหม็น ต้นเหี่ยวทั้งที่มีน้ำ ให้เททิ้ง ล้างภาชนะ แล้วเริ่มใหม่
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- เติมน้ำทุกวันเหมือนรดน้ำต้นไม้ ระดับน้ำสูงขึ้น รากที่ใช้หายใจจม ต้นเหี่ยวทั้งที่น้ำเต็ม
- ใช้ภาชนะใสหรือสีอ่อน แสงเข้าน้ำ ตะไคร่ขึ้นแย่งปุ๋ยและออกซิเจน
- ปล่อยช่องรอบกระถางเปิด กลายเป็นบ่อเลี้ยงยุง
- ผสมปุ๋ยตามความรู้สึก ไม่วัด EC แล้วไปเทียบ ppm กับสูตรที่ใช้ตัวคูณต่างกัน
- ยกฝาเปิดดูรากบ่อย ๆ Kratky เตือนว่าหลังรากงอกแล้วการยกฝาทำให้รากเสียหายได้
- ปลูกผักต้นใหญ่ในภาชนะเล็ก ขวด 4 ลิตรพอสำหรับผักกาดหอมต้นเดียว ไม่พอสำหรับผักผล
แหล่งข้อมูล
- Three Non-Circulating Hydroponic Methods for Growing Lettuce (Acta Hort. 843) — B.A. Kratky, University of Hawaii CTAHR
- A Suspended Pot, Non-Circulating Hydroponic Method (Acta Hort. 648) — B.A. Kratky, University of Hawaii CTAHR
- Growing Hydroponic Leafy Greens — Neil Mattson, Cornell CEA (Greenhouse Product News, 2016)
- Yield, Market Quality, and Bitterness of Lettuce Cultivars Grown Hydroponically in a North Florida Greenhouse during the Summer — UF/IFAS (Proc. Fla. State Hort. Soc., 2017)
- What is the relationship between TDS and EC? — Hanna Instruments
คำถามที่พบบ่อย
น้ำในขวดลดลงจนไม่ถึงกระถาง ต้องเติมไหม
ไม่ต้อง เป็นเรื่องปกติของวิธีนี้ งานของ Kratky พบว่าระดับน้ำในขวด 4 ลิตรลดลง 15-25 ซม. จนถึงวันเก็บ รากที่ยาวลงไปดูดน้ำได้เอง ส่วนรากด้านบนใช้หายใจ ถ้าเติมจนน้ำสูงขึ้น รากด้านบนจะจมขาดอากาศ
เครื่องวัดของผมขึ้นเป็น ppm จะเทียบกับ EC ยังไง
ดูในคู่มือเครื่องว่าใช้ตัวคูณเท่าไหร่ ผู้ผลิตเครื่องวัดรายหนึ่งระบุว่าเครื่องพื้นฐานมักใช้ 0.5 และสารละลายปุ๋ยเหมาะกับ 0.7 ค่า EC 1.5 mS/cm จึงอ่านได้ทั้ง 750 ppm หรือ 1,050 ppm แล้วแต่เครื่อง ใช้ค่า EC เป็นหลักจะสับสนน้อยกว่า
ปลูกผักอะไรด้วยวิธีนี้ได้บ้าง
เหมาะกับผักอายุสั้นที่ใช้น้ำน้อย อย่างผักกาดหอมใบ ผักใบอื่นและสมุนไพรบางชนิด แตงกวาและมะเขือเทศปลูกได้ในงานวิจัย แต่ต้องใช้ถังใหญ่มาก งานต้นฉบับเรียกการปลูกมะเขือเทศแบบเติมครั้งเดียวว่าเป็นเรื่องน่าสนใจทางวิชาการมากกว่าใช้จริง
ข้อมูลเป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผู้ตั้งครรภ์ ผู้ใช้ยาประจำ หรือมีโรคตับหรือไต ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนกินสมุนไพรมากกว่าปริมาณในอาหารปกติ