ค่า pH ของดินปลูกผัก วัดเองที่บ้าน ปรับด้วย ปูนโดโลไมท์ และอย่าปรับจนเกิน
pH บอกอะไรเกี่ยวกับดิน ผักส่วนใหญ่ชอบช่วงไหน ชุดตรวจและเครื่องวัดแม่นแค่ไหน ใส่ปูนเท่าไหร่ ต้องรอนานเท่าไหร่ และทำไมการใส่ปูนเกินแก้ยากกว่าใส่ขาด
- ผักส่วนใหญ่โตดีในดินกรดอ่อนถึงเกือบกลาง ราว pH 6.0-6.8 และโตไม่ดีเมื่อต่ำกว่า 5.5 หรือสูงกว่า 7.5
- ชุดตรวจและเครื่องวัดในบ้านให้ค่าโดยประมาณ พอบอกว่าอยู่ในช่วงไหน ถ้าจะใส่ปูนจำนวนมากควรส่งตรวจแล็บ
- ปูนโดโลไมท์ให้ทั้งแคลเซียมและแมกนีเซียม ออกฤทธิ์ช้า ควรใส่ล่วงหน้า 2-3 เดือนก่อนปลูก
- ใส่ปูนเกินแก้ยากกว่าใส่ขาด ใส่ทีละน้อย รอ แล้ววัดซ้ำ
ค่า pH บอกว่าดินเป็นกรดหรือด่างแค่ไหน และมีผลโดยตรงว่ารากผักจะดึงธาตุอาหารที่มีอยู่ในดินไปใช้ได้หรือไม่ ผักส่วนใหญ่ชอบดินกรดอ่อนถึงเกือบกลาง ราว pH 6.0-6.8 ถ้าดินเปรี้ยวกว่านั้นมากแก้ด้วยปูน แต่ต้องวัดก่อน ใส่ทีละน้อย และรอให้ปูนทำงาน เพราะใส่เกินแล้วดึงกลับยาก
บทนี้ต่อจากบทผสมดินปลูก เหมาะกับคนที่ปลูกลงดินในแปลง หรือผักในกระถางที่โตไม่ดีโดยหาสาเหตุไม่เจอ
pH คืออะไร และทำไมผักสนใจ
pH เป็นสเกลตั้งแต่ราว 0 ถึง 14 ค่า 7 คือกลาง ต่ำกว่า 7 เป็นกรด (คนไทยเรียกดินเปรี้ยว) สูงกว่า 7 เป็นด่าง ทุกหนึ่งหน่วยต่างกันสิบเท่า ดิน pH 5 จึงเป็นกรดกว่าดิน pH 6 ราวสิบเท่า ไม่ใช่แค่นิดเดียว
ในดินที่เป็นกรดจัด รากผักเจริญได้ไม่ดี ทนแล้งน้อยลง และใช้ธาตุอาหารได้ไม่เต็มที่ ต้นอาจแสดงอาการขาดธาตุหลายอย่างพร้อมกันทั้งที่ใส่ปุ๋ยแล้ว ส่วนดินที่เป็นด่างมาก ธาตุอาหารรองบางตัวจะอยู่ในรูปที่รากดึงไปใช้ยาก
ผักชอบ pH ช่วงไหน
แหล่งข้อมูลให้ช่วงต่างกันเล็กน้อย ขึ้นกับดินในพื้นที่ที่เขาทดสอบ
| แหล่งข้อมูล | ช่วงที่ผักโตดี |
|---|---|
| Mississippi State University Extension | 6.0-6.5 |
| University of New Hampshire Extension | 6.5-6.8 |
| UF/IFAS (ดินทรายฟลอริดา) | 5.8-6.3 |
สรุปใช้งานได้ว่า 6.0-6.8 กำลังดี ส่วนที่ Mississippi State ระบุชัดว่าผักโตไม่ดี คือดินกรด pH 4.5-5.5 และดินด่างที่สูงกว่า 7.5 ถ้าวัดได้ 6.0-7.0 ไม่ต้องปรับอะไร ปลูกต่อได้เลย
วัดยังไง ชุดตรวจ เครื่องวัด และแล็บ
| วิธี | ได้อะไร | ข้อจำกัด |
|---|---|---|
| ชุดตรวจแบบเทียบสีในบ้าน | ค่า pH คร่าว ๆ | ไม่ละเอียด บอกได้ว่าอยู่ช่วงไหน |
| เครื่องวัดแบบเสียบดิน | ตัวเลขทันที | ความแม่นแตกต่างกันมาก ต้องดูแลหัววัด |
| ส่งแล็บวิเคราะห์ดิน | pH ธาตุอาหาร และคำแนะนำ | ต้องเก็บตัวอย่างส่ง รอผล |
University of New Hampshire Extension สรุปว่าชุดตรวจในบ้าน “ไม่แม่นทั้งหมด” แต่พอบอกได้ว่า pH อยู่ในช่วงที่ปลูกผักได้หรือไม่ และต้องปรับหรือเปล่า ถ้าจะลงทุนใส่ปูนกับแปลงใหญ่ ควรส่งตรวจแล็บ
ในไทย กรมพัฒนาที่ดินมีหมอดินอาสา สถานีพัฒนาที่ดินประจำจังหวัด และห้องปฏิบัติการวิเคราะห์ดินที่ให้บริการเกษตรกร สอบถามสถานีพัฒนาที่ดินใกล้บ้านได้ว่ารับตัวอย่างดินแบบไหน
เก็บตัวอย่างให้ได้ค่าที่ใช้ได้จริง
- ตักดินหลายจุดในแปลง ลึกเท่าชั้นที่รากผักอยู่ ราว 10-15 เซนติเมตร
- เขี่ยเศษใบไม้และรากออก ผสมทุกจุดเข้าด้วยกันในถังสะอาด
- แบ่งมาวัดตามวิธีในคู่มือของชุดตรวจหรือเครื่องวัด ทำตามขั้นตอนให้ครบ อย่าข้าม
ดินเปรี้ยว แก้ด้วยปูน
ปูนทางการเกษตรช่วยยก pH ขึ้น แต่ละชนิดต่างกัน
| ชนิดปูน | ให้ธาตุ | ความเร็ว |
|---|---|---|
| ปูนโดโลไมท์ | แคลเซียม + แมกนีเซียม | ช้า ใส่ล่วงหน้า 2-3 เดือน |
| หินปูนบด ปูนมาร์ล | แคลเซียมเป็นหลัก | ช้า |
| ปูนขาว (ปูนไฮเดรต) | แคลเซียม | เร็วกว่า ใช้น้อยกว่า ระคายเคืองผิว |
Mississippi State แนะนำว่า ถ้าผลตรวจบอกว่าดินเป็นกรดและแมกนีเซียมต่ำ ให้ใช้ปูนโดโลไมท์ ถ้าแมกนีเซียมสูงอยู่แล้ว ใช้ชนิดไหนก็ได้ และให้คลุกปูนให้ทั่วชั้นดินบนราว 10-12 เซนติเมตร เพราะโรยเป็นหย่อม ๆ ทำให้บางจุดได้ปูนเกิน
ตัวอย่าง แปลงผัก 1 x 2 เมตร วัดได้ pH 5.2
UF/IFAS ให้ตัวเลขตั้งต้นสำหรับดินที่ pH ต่ำกว่า 5.5 คือ ปูนโดโลไมท์ 2-3 ปอนด์ต่อ 100 ตารางฟุต แปลงเป็นหน่วยเมตริก
- 2-3 ปอนด์ ≈ 0.9-1.4 กิโลกรัม และ 100 ตารางฟุต ≈ 9.3 ตารางเมตร
- ต่อตารางเมตร ≈ 900 ÷ 9.3 ถึง 1,400 ÷ 9.3 ≈ 100-150 กรัม
- แปลง 1 x 2 เมตร = 2 ตารางเมตร ใช้ราว 200-300 กรัม
- เริ่มที่ค่าต่ำ 200 กรัม โรยให้ทั่ว คลุกลงดินลึกราว 10-12 เซนติเมตร รดน้ำให้ดินชื้น
- รอ 2-3 เดือน แล้ววัดใหม่ ถ้ายังต่ำกว่า 6.0 ค่อยเพิ่มอีกรอบ
ตัวเลขนี้เป็นจุดเริ่ม ไม่ใช่สูตรตายตัว ปริมาณที่ต้องใช้จริงขึ้นกับชนิดดินและประวัติของแปลง ถ้ามีผลแล็บ ให้ใช้อัตราตามคำแนะนำของแล็บแทน
ปูนทำงานช้า ใส่วันนี้ไม่ได้เห็นผลพรุ่งนี้ ใส่น้อย รอ แล้ววัดซ้ำ ดีกว่าใส่หนักทีเดียว
อย่าปรับจนเกิน
UF/IFAS เตือนว่า ปูนมากเกินไปเสียหายพอ ๆ กับปูนน้อยเกินไป ดินที่ด่างจัดต้องใส่ใจธาตุอาหารรองมากขึ้น และการดึง pH ลงทำได้ยากกว่าการยกขึ้น ในดินที่ pH ธรรมชาติสูงกว่า 7.0 อยู่แล้ว การใส่กำมะถันเพื่อลด pH ได้ประโยชน์น้อย
สิ่งที่ควรทำแทนการไล่ตัวเลข
- ถ้าวัดได้ 6.0-7.0 อย่าใส่ปูนเพิ่ม แม้ตัวเลขยังไม่ตรงกับช่วงที่อ่านมา
- ถ้าดินด่างเล็กน้อย ราว 7.0-7.5 ปลูกผักต่อได้ เติมปุ๋ยหมักที่หมักเสร็จแล้วเพื่อบำรุงดินตามปกติ และวัดซ้ำในฤดูถัดไป
- อินทรียวัตถุอย่างปุ๋ยหมักช่วยให้ดินโดยรวมดีขึ้น แต่อย่าคาดหวังให้เปลี่ยน pH เร็วแบบปูน
- ดินที่ปรับด้วยปูนแล้วจะกลับไปเป็นกรดช้า ๆ ดินทรายกลับเร็วกว่าดินเหนียว Mississippi State แนะนำให้ตรวจซ้ำทุก 3 ปี
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อย
- ใส่ปูนทุกครั้งที่เตรียมแปลง โดยไม่วัด ดินที่ pH ดีอยู่แล้วจะค่อย ๆ ด่างขึ้นจนผักขาดธาตุอาหารรอง
- วัดจุดเดียวแล้วเชื่อ ดินตรงที่เคยมีเศษปูนก่อสร้างหรือเคยโรยปูนไว้ อาจต่างจากส่วนอื่นของแปลงมาก
- ใส่ปูนพร้อมปลูกแล้วรอผลทันที ปูนโดโลไมท์ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน
- โรยปูนบนผิวดินแล้วไม่คลุก ปูนอยู่แค่ผิวบน รากข้างล่างไม่ได้ประโยชน์
- โทษ pH ทุกครั้งที่ผักไม่งาม ใบเหลืองบ่อยครั้งมาจากรดน้ำมากเกิน เรื่องนี้อยู่ในบทถัดไป
แหล่งข้อมูล
- Test Soil to Find Its pH Value — Mississippi State University Extension
- Soil Preparation and Liming for Vegetable Gardens (VH024) — UF/IFAS Extension
- Are garden soil test kits a good alternative to lab testing? — UNH Extension
- Use of carbonized rice hulls as a horticultural amendment for an organic soil — Pesquisa Agropecuária Brasileira (Embrapa)
- บริการตรวจวิเคราะห์ดินของกรมพัฒนาที่ดิน — ไทยรัฐ
คำถามที่พบบ่อย
ดินเปรี้ยวดูจากตาได้ไหม
ดูไม่ได้แน่นอน สัญญาณอย่างผักโตช้า ใบเหลืองซีด มาจากหลายสาเหตุ ทั้งน้ำมากเกิน แดดน้อย หรือขาดธาตุอาหาร วัดค่า pH ก่อนแล้วค่อยแก้ ดีกว่าเดาแล้วใส่ปูน
ปูนขาวที่ใช้ก่อสร้าง เอามาใส่ดินได้ไหม
ไม่แนะนำ ใช้ปูนที่ขายสำหรับการเกษตรและมีฉลากบอกชนิด ปูนขาวทางการเกษตรออกฤทธิ์เร็วกว่าโดโลไมท์ จึงใช้ในอัตราที่น้อยกว่า และระคายเคืองผิวกับตา ควรใส่ถุงมือและระวังฝุ่น
ดินในกระถางต้องวัด pH ไหม
ถ้าผสมดินเองจากดินร่วน ปุ๋ยหมัก และแกลบ มักไม่ต้องวัดบ่อย แต่ถ้าผักในกระถางโตไม่ดีทั้งที่แดดและน้ำพอ การวัดช่วยตัดสาเหตุได้ แกลบดำในสูตรทำให้ pH สูงขึ้นได้เล็กน้อย
ข้อมูลเป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ ผู้ตั้งครรภ์ ผู้ใช้ยาประจำ หรือมีโรคตับหรือไต ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนกินสมุนไพรมากกว่าปริมาณในอาหารปกติ